คลิกที่รูป เพื่อเอาโค้ดรูปนี้ไปแปะ

วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2557

บันทึกการเรียนครั้งที่ 7


บันทึกการเรียน
Science Experiences Management for Early Childhood
ครูผู้สอน คุณครูจินตนา สุขสำราญ
Go to Class 8:20
Out to Class 12:20
 
Activities
วันนี้เริ่มต้นชั่วโมงด้วยการประดิษฐ์(Invention) สื่อจากเศษกระดาษที่เหลือจากการทำสื่อเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
 Activities :1
Equipment
  1. Paper
  2. Scissors
  3. Paperclip

Procedure




1.เตรียมอุปกรณ์
2.ตัดกระดาษครึ่งหนึ่ง(ยกเว้นแถวที่ 3-4)
3.ได้ภาพเป็นแบบนี้
4.พับหัวกระดาษ 1-2 ซม. แล้วใช้คลิปหนีบ



Trials
 
Rerults
Grop :1 -2  หมุนได้ดี  เพราะมีการตัดกระดาษที่ลึกและสมดุล ทำให้กระดาษหมุนและทรงตัวได้ดีในอากาศ
 
Grop: 3-4 หมุนน้อย  ลงเร็ว  บางคนก็ไม่หมุน
 
Solutions
-ตัดปีกให้ลึกลงไปอีก เท่า Grop 1-2
-เปลี่ยนวิธีการโยน
 
Knowledge
 
The Teacher' s  Question
 1. What is the wind=?
Answers:อากาศที่เคลื่อนที่
 
 2. What is the weather=?
Answers:สิ่งทีอยู่รอบตัวเรา ต้องการที่อยู่ มีน้ำหนัก
 
 
Activities: 2
 
Equipment
  1. Scissors
  2.  Paint
  3. Ruler
  4. Basin
  5. Rope
วิธีการทำ
1.เตรียมอุปกรณ์
2.ตัดแกนทิชชู่พร้อมเจาะรูตรงกัน


3.ตกแต่งให้สวยงาม
4.ร้อยเชือกใส่ในรูที่เจาะไว้



5.เสร็จแล้วผลงานของหนู
                                                                                    

                                                                    

                                                  มาเล่นกันเถอะ
 





วิธีเล่น : ผูกเชือกไว้ที่คอ ใช้มือดึงเชือกขึ้นลงไปมา จะทำให้ภาพขึ้นลงได้ตามภาพ เราสามารถประดิษฐ์สื่อขึ้นเองได้ โดยใช้วัสดุใกล้ตัว นอกจากแกรนกระดาษทิชชู่แล้ว ยังมี แผ่นซีดี จานกระดาษ หนังสือพิมพ์ ที่สามารถนำมาเป็นสื่อได้ โดยที่เราไม่ต้องเสียเงินซื้อ


จากกิจกรรมที่ 2 เราก็มานำเสนอบทความประจำวันของเราเช่นเคย

1.miss Jiraporn  Noulchom

เรื่อง :สะกิดลูกให้คิดแบบวิทยาศาสตร์
โครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก สำนักงานสนับสนุนงานวิจัย(สกว) และศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ(ไบโอเทค) คือ รูปแบบ 5 Es Model ประกอบด้วยขั้นตอนง่ายๆ 5 ขั้น ซึ่งพ่อแม่สามารถนำไปฝึกลูกให้คิดแบบวิทยาศาสตร์ได้ดังนี้

ขั้นที่ 1Enqaqe
เมื่อลูกอย่างเรียน 2 อย่างพร้อมกัน พ่อแม่ ควรตรวจสอบความรู้เดิมของลูกก่อน ว่ามีพื้นฐานขนาดไหน หรือเข้าใจถูกต้องหรือไม่

ขั้นที่ 2 Explore
ให้ลูกเสาระแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง โดยการค้นคว้าหาข้อมูลเรื่องที่สนใจและอยากรู้ จากแหล่งต่าง พ่อแม่ไม่ควรไปเผลอบอกลูกก่อน

ขั้นที่ 3 Explain
ให้ลูกลองวิเคราะห์ตรวจสอบความรู้ที่ตนเองสร้างจากขั้นที่ 2 โดยพูดคุยกับลูก และให้ลองอธิบายเรื่องที่ได้เรียนรู้ตามความเข้าใจของตนเอง

ขั้นที่ 4 Elaborate
ลองให้ลูกเชื่อมโยง และขยายความรู้ในสิ่งที่เรียนรู้ ไปยังสิ่งที่อยู่รอบตัว อาจจะทดลองง่ายๆ ที่บ้าน

ขั้นที่ 5 Evaluate
พูดคุยกับลูก ให้ลูกลองสะท้อนความรู้และความคิดที่ตนเองสร้างขึ้นมา จะให้เด็กตระหนักคิดแบบวิทยาศาสตร์

  2.Miss Anna Chawsuan

   การเรียนรู้จากนิทานเรื่องนี้มีขั้นตอนการจัดกิจกรรม 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย
ขั้นตอนแรกคือ ขั้นนา เด็กได้ร้องเพลงไก่ พร้อมทั้งทาท่าทางประกอบเพลงอย่างอิสระ ฟังนิทานเรื่องหนูไก่คนเก่ง สนทนาและตั้งคาถามในการสืบค้นเกี่ยวกับสัตว์ในนิทานเรื่องหนูไก่คนเก่งที่เด็กชื่นชม คือ ไก่และเป็ด

ขั้นตอนที่สอง ขั้นสอน ชวนเด็กตั้งคาถามเชิงวิทยาศาสตร์ในการสืบค้น “อยากรู้จังไก่กับเป็ดเหมือนหรือต่างกันอย่างไรบ้างคะ” หนูรู้ได้อย่างไร บอกรายละเอียดมาให้มากที่สุด สารวจตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับไก่และเป็ด โดยนาลูกไก่มาให้เด็กสังเกตรูปร่าง ลักษณะ ขนาด และอาหารของลูกไก่ด้วยตาเปล่าและแว่นขยาย โดยบอกรายละเอียดของลูกไก่ให้มากที่สุด และนาลูกเป็ดมาให้เด็กสังเกตรูปร่าง ลักษณะ ขนาด และอาหารของลูกเป็ด ด้วยตาเปล่าและแว่นขยายโดยบอกรายละเอียดของเป็ดให้มากที่สุด นอกจากนั้น คุณครูพาเด็ก ๆ ไปศึกษาหารู้ความรู้เพิ่มเติมจากฟาร์มเลี้ยงไก่และเป็ดที่ อบต. นาเพียง ใกล้โรงเรียน และสังเกตรายละเอียดของไก่และเป็ด จากนั้นให้เด็กแต่ละกลุ่มช่วยกันนาเสนอผลงานผ่านภาพวาด และบันทึกคาพูดเด็กจากการสังเกต และเปรียบเทียบรูปร่างลักษณะและขนาดของไก่และเป็ดอย่างอิสระ

ขั้นสุดท้าย คือ ขั้นสรุป เด็กนาเสนอผลงานจากการสังเกตรูปร่างลักษณะของไก่และเป็ดผ่านภาพวาดบนกระดาน เด็กได้รู้ว่าไก่และเป็ดมีรูปร่างลักษณะต่างกัน โดยค้นพบคาตอบด้วยตนเองจากการสังเกตและเปรียบเทียบ



 
ประสบการณ์สาคัญที่เด็กๆ ได้รับจากกิจกรรมนี้ คือ การแสดงความรู้สึกด้วยคาพูด การพูดกับผู้อื่นเกี่ยวกับประสบการณ์ของตนเอง การสารวจและอธิบายความเหมือนและความแตกต่างของไก่และเป็ด การเปรียบเทียบรูปร่าง ลักษณะ และขนาดของไก่และเป็ด


3.Miss Chanida  Bunnakho

เรื่อง: เทคนิคการสอนวิทยาศาสตร์
1. ส่งเสริมและฝึกให้เด็กรู้จักสังเกต
ผู้ดูเด็กควรจะแนะนำหรือฝึกให้เด็กหัดสังเกตในสิ่งที่เขากำลังสนใจอยู่ เช่น ผู้เลี้ยงดูเด็กอาจจะพูดให้เด็กสังเกตว่าตัวหนอนมีลักษณะอย่างไร ตัวหนอนโตขึ้นแล้วมันจะค่อย ๆ กลายเป็นผีเสื้อ


2.สร้างความชัดเจนว่าวิทยาศาสตร์เป็นของเด็กทุกคนไม่ควรไปบอกกับเด็กว่าหนูไม่เหมาะกับวิทยาศาสตร์ หนูเรียนไม่ได้ เพราะจะไปตอกย้ำให้เด็กรู้สึกเช่นนั้น หรือต้องไม่บอกเด็กว่าโตขึ้นหนูควรจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นหมอ ผู้เลี้ยงดูเด็กไม่ต้องไปตัดสินใจให้เด็ก แต่ผู้เลี้ยงดูเด็กมีหน้าที่จะต้องให้เด็กทุกคนสนใจวิทยาศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นเด็กทีเรียนเร็วหรือช้า ให้เด็กเห็นว่าวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้น สนุก

3.
บอกวิธีที่ผู้ปกครองจะช่วยให้เด็กเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผู้เลี้ยงดูเด็กไม่ควรสรุปว่าผู้ปกครองทุกคนรู้และแนะนำเด็กได้ ผู้เลี้ยงดูเด็กจะต้องคอยแนะนำผู้ปกครองด้วย เช่นบอกว่ากิจกรรมที่เด็ก ๆ ทำอยู่นั้นเป็นการสอนวิทยาศาสตร์ในเรื่องอะไร ผู้เลี้ยงดูเด็กอาจแนะนำผู้ปกครองโดยวิธีการออกจดหมายและชี้แจงว่า ผู้ปกครองอาจจะมีาวนร่วมในการส่งเสริมกิจกรรมเรื่องนี้ได้โดยวิธีใดบ้าง

4.
ปลูกฝังให้เด็กเห็นว่าวิทยาศาสตร์จะนำมาซึ่งความสนุกสนานและความพอใจ ผู้เลี้ยงดูเด็กจะต้องหาวิธีทำอย่างไรให้เด็กรู้สึกว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องสนุก อย่าทำให้วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องยาก เช่น ขณะสอนเรื่องส่วนต่าง ๆ ของพืชผู้เลี้ยงดูเด็กไม่ควรบอกว่าต้นไม้ดูดน้ำจากรากไปเก็บไว้ที่ใบ เพราะนั่นหมายถึงผู้เลี้ยงดูเด็กได้บอกเด็กไปหมดแล้ว เด็กจะรู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าสนใจอีกแล้ว

5. สร้างความมั่นใจในตนเองให้แก่เด็ก
ผู้เลี้ยงดูเด็กควรทำให้เด็กมีความรู้สึกว่าตัวเองมีค่า เป็นคนมีความสามรถและหัดให้เด็กรู้จักวิธีค้นหาคำตอบด้วยตนเอง เช่น ให้สังเกตว่าทำไมไม้ถึงลอยน้ำได้ ทำไมเกลือจึงละลายน้ำ เด็กจะรู้สึกอยากค้นพบ อยากหาเหตุผล


4. Miss Suangkamon Sutawee
 เรื่อง:หลักสูตรวิทยาศาสตร์ปฐมวัย จำเป็นหรือไม่ ?
หลักสูตรวิทยาศาสตร์ปฐมวัย เป็นการส่งเสริมครูปฐมวัยให้สามารถจัดประสบการณ์ในรูปของกิจกรรมบูรณาการที่สามารถช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัยได้อย่างครบถ้วนทุกด้าน โดยไม่จำเป็นต้อง แยกออกมาสอนเป็นวิชาวิทยาศาสตร์ เพียงแต่ครูปฐมวัยควรจะตระหนักรู้ว่ากิจกรรมที่จัดให้กับเด็กในแต่ละช่วงเวลานั้น เป็นการส่งเสริมทักษะและแนวคิดทางวิทยาศาสตร์อะไรให้กับเด็กๆ และควรจะจัดกิจกรรมอย่างไรเพื่อจะสามารถตอบสนองและต่อยอดธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กได้อย่างเป็นระบบ
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้ดำเนินโครงการเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ปฐมวัย ที่เป็นไปตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2546 และต่อเนื่องกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ระดับประถมศึกษา

 อาจารย์ชุติมา เตมียสถิต หัวหน้าสาขาวิทยาศาสตร์ประถมศึกษา สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) หนึ่งในทีมงานที่ริเริ่มโครงการนี้ กล่าวถึงที่มาของการจัดทำหลักสูตรวิทยาศาสตร์ปฐมวัย ว่าจากการเยี่ยมชมโรงเรียนปฐมวัยทุกสังกัดทั่วประเทศ ระหว่างปี พ.ศ.2548 – 2549 พบว่าครูปฐมวัยได้สอนวิทยาศาสตร์ในเชิงเนื้อหามากมาย โดยผ่านการบอกเล่า มากกว่าที่จะให้เด็กได้เรียนรู้ตามธรรมชาติของเด็กที่มีความอยากรู้อยากเห็น และมีความกระตือรือร้นที่จะสำรวจตรวจสอบหาคำตอบ เนื้อหาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ที่ครูสอนถูกแนวคิด (concept) บ้างไม่ถูกบ้าง และจากการสัมภาษณ์ครูถึงแนวทางการสอนวิทยาศาสตร์ของครู พบว่าครูได้ใช้หลักสูตรปฐมวัย พ.ศ 2546 ของกระทรวงศึกษาธิการเป็นแนวทาง ซึ่งได้กำหนดไว้อย่างกว้าง ๆ ในสาระที่ควรรู้ 4 สาระ ปัญหาที่ครูต้องคิดต่อจากหลักสูตรนี้คือ ครูจะต้องตอบโจทย์ให้ได้ในว่าแต่ละสาระ ครูจะสอนอะไร สอนแค่ไหน สอนอย่างไร และมีสื่อการเรียนรู้อะไรบ้างที่ควรนำมาใช้

5.Miss Natcharita  Suwanmanee
เรื่อง : ส่งเสริมกระบวนการคิดสำหรับเด็ก

การส่งเสริมกระบวนการคิดทางวิทยาศาสตร์ในเด็ก โครงการวิทยาศาสตร์ของเด็กในเมืองมักเป็นเรื่องที่สัมพันธ์หรือเกี่ยวเนื่องกับตนเองเป็นส่วนใหญ่ ส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลจากการอ่านหนังสือการ์ตูน จึงมุ่งเน้นโครงงานที่เกี่ยวพันกับการประดิษฐ์ของเล่น อาทิ โครงงานประดิษฐ์ตุ๊กตาหุ่นยนต์จากไม้ไผ่ โครงงานประดิษฐ์ผีมหัศจรรย์จากน้ำแข็งแห้ง เป็นต้น
ขณะที่โครงงานวิทยาศาสตร์ของเด็กในชนบทจะมุ่งเน้นโครงงานที่สัมพันธ์กับภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยพยายามนำสิ่งของที่หาได้ง่ายในโรงเรียนและท้องถิ่น หรือสิ่งของเหลือใช้มาทำให้เกิดประโยชน์ เช่น โครงงานทำกะปิจากถั่วเน่า โครงงานสมุนไพรชุมชน โครงงานสีย้อมผ้าและโครงงานกระดาษข้าวโพด เป็นต้น โครงงานวิทยาศาสตร์ที่กล่าวถึงข้างต้น ถ้ามองเผินๆ อาจดูเหมือนไม่สลักสำคัญอะไร แต่ถ้าพิจารณากันอย่างลึกซึ้งจริงจังแล้ว จะพบว่าโครงงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างในวิธีคิด การถูกอบรมเลี้ยงดู บ่มเพาะและลักษณะการดำเนินชีวิต รวมตลอดถึงการให้คุณค่าของสิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตระหว่างเด็กในเมือง และเด็กในชนบท



 เทคนิคการสอนของอาจาย์

วันนี้อาจารย์มีสื่อการสอนที่หลากหลาย น่าสนใจ มาให้นักศึกษาได้ลองทำดู ไม่ว่าจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ทำจากทิชชู่  กังหันแบบลูกยาง

ซึ่งอาจารย์ก็ทำเป็นแบบอย่างให้ดูเพราะนักศึกษาบางคนยังไม่เข้าใจ     

การประเมิน( Evaluate )

การประเมินตนเอง
วันนี้รู้สึกตื่นเต้น อย่างบอกไม่ถูกค่ะ เพราะนั่งตามเลขที่ คิดถึงเพื่อนคนที่นั่งข้างกัน แต่ยังไงก็ตั้งใจฟังอาจารย์สอนและแนะนำ ฟังบทความที่เพื่อนนำมาฝากเป็นเกร็ดความรู้เล็กๆน้อย วันนี้ดิฉันก็แต่งตัวเรียบร้อยเหมือนที่เคยค่ะ เก็บผมเรียบร้อยดีมากค่ะ

การประเมินเพื่อน
วันนี้ดูเพื่อนก็ตื่นเต้นไม่น้อยเลยที่ได้นั่งตามเลขที่ และเพื่อนส่วนใหญ่ก็สนใจและตั้งใจฟัง เวลาอาจารย์สอนไม่ค่อยคุยกันค่ะ แต่งกายเรียบร้อยดีมากค่ะ

การประเมินอาจารย์
วันนี้อาจารย์แต่งกายเรียบร้อยดีค่ะ มีเทคนิคการสอนที่ดี ฝึกให้นักศึกษาได้คิด และกล้าที่จะแสดงออกอย่างถูกต้องและเหมาะสม

สิ่งที่ต้องศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม
- การเขียนแผนกลุ่ม ทั้ง 5 วัน
-การเขียนแผ่นเดี่ยว (ได้วันที่ 5)

หมายเหตุ
วันนี้นั่งตามเลขที่ เพาะอาจารย์จะได้สะดวกในการดูความประพฤติ

วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2557

บันทึกการเรียนครั้งที่ 6

บันทึกการเรียน
Science Experiences Management for Early Childhood
ครูผู้สอน คุณครูจินตนา สุขสำราญ
Go to Class 8:10
Out to Class 12:20
 
 
กิจกรรมที่ทำ
วันนี้อาจาย์เริ่มต้นชั่วโมงด้วยการให้คำแนะนำ และแนวทางการแก้ไขบล็อก ว่าตัวไหนสามารถเพิ่มภาษาอังกฤษได้ให้เพิ่มเติมเพื่อเราจะได้คุ้นเคย
Knowledge
จากนั้นอาจารย์ก็ถามนักศึกษาว่า  '' Constructivism''  สอดคล้องกับการศึกษาปฐมวัยว่า
 
การเรียนรู้ด้วยตนเอง+การลงมือปฏิบัติจริง+สร้างชิ้นงานด้วยตนเอง
 
 
ซึ่งพัฒนาการ ก็คือ การแสดงความสามารถตามอายุ แสดงออกมาแต่ละด้าน ซึ่งเราคาดหวังเราคาดหวังเป็นคุณลักษณะ และเครื่องมือที่ใช้ในการเล่นของเด็กก็คือ ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ซึ่ง ดิวอี้  เขาเน้นเด็กเป็นสำคัญและการลงมือปฏิบัติจริง จึงทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้



 จากนั้นอาจารย์ก็แจกกระดาษสีให้ แล้ววาดภาพให้สัมพันธ์กันทั้งสองด้าน ของหนูวาดเป็น ดอกไม้(flowers) กับ ผีเสื้อ(butterfly)



ตัดกระดาษเสร็จแล้วก็ตกแต่งค่ะ


ติดกาวแล้วใช้ไม้เสียบลูกชิ้นติด





ติดกาวแล้วพับกระดาษติดกัน


เสร็จแล้ว ผลงานของหนู


ประโยชน์ที่ได้จากการทำกิจกรรมนี้ คือ ทราบถึงวิธีทำสื่อวิทยาศาสตร์สร้างสรรค์ หาได้ง่ายใกล้ตัว ใช้ได้คุ้มค่า เศษกระดาษสามารถทำอย่างอื่นได้ด้วยค่ะ
 
การเลือกหัวข้องานกลุ่ม ซึ่งกลุ่มพวกเราเลือกเรื่อง ''ไข่'' และยังมีผลงานของเพื่อนๆอีกค่ะ

 
 

จากนั้นอาจารย์ก็ให้เพื่อนออกมานำเสนอบทความ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
 
การส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับพืชนิดต่างๆนั้น พ่อแม่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้ซึ่งสามารถจัดกิจกรรมให้เด็กได้เรียนรู้ง่ายๆจากกิจวัตรประจำวัน ตัวอย่างเช่น การให้เด็กเข้าร่วมกิจกรรมการประกอบอาหารประเภทผัก ผัดผักรวม แกงเลียง แกงส้ม หรือสลัดผัก พ่อแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการประกอบอาหาร การช่วยใส่ส่วนประกอบที่เป็นผักลงในกระทะ การเติมเครื่อง ปรุงต่างๆ ขณะที่เด็กช่วยเตรียมผัก พ่อแม่อาจจะถามเด็กว่าผักที่กำลังเตรียมปรุงอาหารมีชื่ออะไรบ้าง มีประโยชน์อย่างไร ซึ่งนอกจากกิจกรรมการประกอบอาหารจะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับพืชผักชนิดต่างๆแล้ว ยังช่วยสร้างสัมพันธภาพที่ดีและสร้างความอบอุ่นระหว่างพ่อ แม่และลูกได้อีกด้วย
 
เรื่อง เรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านนิทานของเด็กปฐมวัย “เทคนิคการเลือกและเล่านิทานให้ลูกรัก” กิจกรรมที่แสนจะอบอุ่นในชั้นเรียนและในครอบครัว
 
นิทานเป็นสื่อที่เราเห็นทั่วไป เป็นสื่อการเรียนรู้ที่หาง่าย ส่วนใหญ่นำเอามาเล่าให้เด็กฟังเพื่อความเพลิดเพลินแล้วก็จบไป แต่ที่จริงแล้วนิทานเป็นสื่อที่ดี ช่วยให้เด็ก ๆ เรียนรู้ได้หลากหลาย ที่เห็นชัดเจน คือ เรื่องของภาษา คำพูด เสียง ยิ่งนิทานที่มีคำซ้ำ ๆ เด็กจะฟังและเลียนแบบคำได้
นอกจากนั้นก็ยังมีความคิดสร้างสรรค์ มีวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และความรู้ด้านต่าง ๆสอดแทรกผ่านวิธีคิดที่เป็นเหตุผล เช่น ในนิทานเรื่องลูกหมู 3 ตัว ที่วิทยากรยกตัวอย่างในการอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ ได้สอดแทรกเรื่องเกี่ยวกับวิธีการสร้างบ้าน ลำดับ พื้นที่ ทิศทาง ซึ่งคุณครูหรือผู้เล่านิทาน จะต้องมาเลือกดูว่าต้องการให้เด็กเรียนรู้ด้านใด แล้วแต่ว่าจะหยิบจับจุดใดมาเล่า แล้วเด็กก็จะได้ประสบการณ์ตรงนี้
ดร. อุไรวาส ปรีดีดิลก แนะนำว่า ถ้าหากเป็นไปได้ ผู้เล่านิทานควรมีการเตรียมตัวล่วงหน้า เพื่อวางแผนการสื่อสารกับเด็ก ๆ และจะหยิบยกประเด็นใดมาพูด นิทานบางเล่มที่ไม่มีคำบรรยาย มีแต่ภาพอย่างเดียว ภาพก็จะสื่อให้เข้าใจได้เช่นกัน
 
 
อาจารย์นำสื่อ เรื่อง ความลับของแสงมาให้พวกเราได้สัมผัสกันค่ะ

เห็นกันยังเอ่ย

ขอถ่ายรูปหน่อยค่ะ

เอะส่องอะไรคะ
 
 
การประเมิน(Evaluate)
 
การประเมินตนเอง
วันนี้มาเรียนแต่เช้าเลยค่ะ  แต่งกายเรียบร้อยดีค่ะ ร่วมตอบคำถามของอาจารย์ สนใจฟังคำแนะนำของอาจารย์ ปฏิบัติตามคำสั่งของอาจารย์
 
การประเมินเพื่อน
วันนี้เพื่อนตั้งใจเรียนดีมาก ร่วมตอบคำถามกับเพื่อนๆ ส่วนใหญ่ตั้งใจเรียนค่ะ
 
การประเมินอาจารย์
วันนี้อาจารย์ใช้สื่อในการสอน เป็นสื่อที่สอดคล้องกับการดูวีดีโอเรื่องความลับของแสง เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงความคิดเห็น
 
การนำไปประยุกต์ใช้
สามารถนำสื่อที่ครูมอบให้ไปปรับใช้กับการเรียนในรายวิชาอื่นได้ และเทคนิคการตอบคำถามไปปรับใช้ในรายวิชาอื่นได้อย่างเหมาะสม
 
 
สิ่งที่ศึกษาเพิ่มเติม
-บิดาของการศึกษาปฐมวัยคือ เฟรดริค วิลเฮม ฟรอเบล (Friedrich Wilhelm Froebel) แนวคิดได้รับยกย่องว่าเป็นบิดาของการอนุบาลศึกษาเป็นผู้วางแนวทางการสอน แบบการได้ลงมือปฏิบัติจริง (Hands-on Learning) ผ่านการเล่น

-ฌอง ฌาค รุสโซ (Jean Jacques Rouseeau ) “เด็กเปรียบเสมือนผ้าขาว” การให้การศึกษาแก่เด็กต้องทำความเข้าใจธรรมชาติของเด็กเสียก่อน
-จอนห์น ดิวอี้ (John Dewey) เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ตัดสินใจด้วยตนเอง ผู้สอน มีหน้าที่ช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา “การเรียนรู้เกิดจากการกระทำ(Learning by doing)”

-โจฮันน์ ไฮน์ริค เปสตาลอซซี่ (Johann Heinrich Pestalozzi) เปสตาลอซซี่ เชื่อว่า การศึกษาธรรมชาติถือเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการเรียนการสอน เปสตาลอซซี่มุ่งเน้นความคิดของการจัดหลักสูตรแบบบูรณาการ (integrated curriculum) ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาเด็กอย่างเป็นองค์รวม เปสตาลอซซี่กล่าวว่าการจัดการศึกษาให้แก่เด็กควรรวมถึงการ พัฒนาร่างกาย สติปัญญา และจิตใจ

-สื่อทีทำในชั้นเรียนทำไมถึงหมุน หนูคิดว่าเราติดกาวให้เป็นแผ่นและแนวเดียวกัน จากนั้นเราก็หมุนถูไม้เสียบทำให้ภาพสามารถหมุนได้

-สัปดาห์หน้านำแกนทิชชู่มา 1 อันต่อ 2 คน
หมายเหตุ
วันนี้เพื่อนไปช่วยถือของสายนิดหนึ่งค่ะ
                           

วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2557

                                  
บันทึกการเรียน
Science Experiences Management for Early Childhood
ครูผู้สอน คุณครูจินตนา สุขสำราญ
Go to Class 8:20
Out to Class 12:20                               
 Article

วิทย์-คณิตปฐมวัย สำคัญอย่างไรต่ออนาคตของชาติ?

ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือนิตยสารสสวท. กับวิชาการดอทคอม

 
Knowledge
 
เป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางว่า การศึกษาปฐมวัย คือ การวางรากฐานการเรียนรู้ให้กับเด็ก เพื่อพัฒนาศักยภาพในการคิด และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ดั้งนั้น สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) จึงริเริ่มให้มีโครงการบูรณาการวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีปฐมวัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 จนถึงวันนี้ ได้นำมาสู่การพัฒนากรอบมาตรฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ปฐมวัยขึ้น
           
             หนึ่งในกิจกรรมคือ การจัดเสวนาในหัวข้อเรื่อง “วิทย์-คณิตปฐมวัย สำคัญอย่างไรต่ออนาคตของชาติ” โดยผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษาปฐมวัยและการพัฒนาเด็ก ได้แก่ รศ. ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอธิการบดี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต นายแพทย์ยงยุทธ์ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากระทรวงสาธารณสุข และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ อ. ธิดา พิทักษ์สินสุข กรรมการบริหารสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยฯ และ ดร.เขมสิริ ประภามนตรีพงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนประภามนตรี เข้าร่วมการเสวนาครั้งนี้


 
รศ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ เริ่มด้วยภาพกว้างของแนวทางจัดการศึกษาในปัจจุบันว่า ในทางวิทยาศาสตร์เป็นที่ยอมรับว่า การเรียนรู้ในช่วงชีวิต 0-6 ขวบ นั้นจะเป็นตัวกำหนดทุกสิ่งทุกอย่าง มนุษย์แต่ละคนจะโตขึ้นเป็นคนอย่างไรขึ้นอยู่กับช่วงวัยนี้ เพราะเซลล์สมองจะมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วเราจึงให้ความสำคัญต่อเด็กในวัยนี้
“คุณภาพของครูเป็นเรื่องที่สำคัญ ครูต้องมีจิตวิญญาณของความเป็นครู ต้องมีโอกาสก้าวหน้า และมีแรงจูงใจให้แก่ครู หลักสูตรต้องเปลี่ยนแปลง คือ 70-30 เปอร์เซ็นต์ระหว่างเล่นและเรียน เด็กปฐมวัยต้องเน้นที่การเล่นมากกว่า ที่สำคัญการปฏิรูปการศึกษาไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการอย่างเดียว แต่เป็นหน้าที่ร่วมกันของผู้ปกครองและทุกส่วนในสังคม” ด้านนายแพทย์ยงยุทธ์ วงศ์ภิรมย์ศานต์ ในฐานะจิตแพทย์ พูดถึงพัฒนาการทางสมองของเด็กในการเรียนรู้ วิทย์-คณิตว่า ปัจจุบันเราไม่สามารถแยกหน้าที่ของสมองซ้าย-ขวา ออกจากกันได้ และมีการค้นพบที่ต่างออกไปคือ สมองเด็กมีการพัฒนาจากด้านหลังไปด้านหน้า และกระบวนการทำงานของสมองจะมีการจัดระเบียบใยประสาท และเชื่อมใยประสาทซีกซ้าย-ขวา เข้าหากัน โดยเฉพาะในช่วง อายุ 3-5 ปี ทำให้เกิดความสามารถในการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เราจึงค้นพบว่าเด็กปฐมวัยสามารถเรียนภาษาพร้อมๆกันได้หลายภาษา ดังนั้น จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ปฐมวัย และบูรณาการกิจกรรม ไม่ใช่การแยกกิจกรรม เช่น การใช้ดนตรีในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ได้
นพ.ยงยุทธ์ ได้กล่าวถึง วิกฤตที่เกิดขึ้นของเด็กวัยนี้ว่า “การที่เด็กไม่ได้รับการกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ ทำให้ใยประสาทที่มากเกินไปถูกตัดทิ้ง และหากเกิดการเรียนรู้ หรือกระตุ้นในสิ่งผิดจะทำให้เกิดการเรียนรู้ผิดๆไปด้วย เราค้นพบว่า ถ้าจะแก้ปัญหาไอคิว อีคิว สมาธิสั้น หรือปัญหาอื่นๆที่เกิดกับเด็กปัจจุบัน การแก้ที่ดีที่สุดคือแก้ในช่วงปฐมวัย เพราะสมองเด็กสามารถเปลี่ยนแปลง ชดเชยความผิดพลาดเดิมๆ ได้ดีที่สุด” ส่วน อ.ธิดา พิทักษ์สินสุข พูดถึงการเรียนรู้วิทย์-คณิตของเด็กในช่วงปฐมวัยว่า มีองค์ประกอบอยู่ 3 ส่วน คือ เนื้อหาความรู้ ,กระบวนการ และเจตคติ ในช่วงเริ่มต้นเจตคติเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะการเรียนอะไรด้วยความรักจะนำมาซึ่งความสุข จากนั้นควรมีกระบวนการที่สร้างให้เด็กเป็นนักวิทยาศาสตร์ รู้จักการสืบค้น แต่ปัญหาจากการทำวิจัยเด็กไทยทั่วประเทศ พบว่า ทางด้านสังคมนั้นเด็กไทยปรับตัวได้ดี แต่เรื่องสติปัญญา พื้นฐานด้านคณิต-วิทย์นั้นต้องแก้ไขปรับปรุง ซึ่งสาเหตุใหญ่เกิดจากการเลี้ยงดูในครอบครัวที่ไม่ได้ปลูกฝังให้ใช้เหตุผล โดยยกตัวอย่างว่า เมื่อเด็กหกล้ม พ่อแม่ ผู้ปกครอง ยังใช้วิธีการกล่าวโทษว่าเป็นเพราะพื้นผิวไม่เรียบ แทนที่จะมองว่าเด็กขาดความระมัดระวัง เป็นต้น

           
             สิ่งที่กล่าวมานี้ สอดคล้องกับสิ่งที่นพ.ยงยุทธ์ ได้พูดถึงการเรียนรู้ของสมองว่า สมองจะเรียนรู้จากการได้ลงมือทำจริง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในโรงเรียนอนุบาล หรือศูนย์เด็กเล็กหลายๆแห่งคือ คุณครูให้เด็กทำกิจกรรมในกระดาษ ดังนั้นสิ่งที่ต้องส่งเสริมคือการให้เด็กได้ลงมือทำจริง เขาจะเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น คุณครูต้องบูรณาการการเรียนการสอนมากขึ้น มีนวัตกรรมใหม่ๆในการสอน โดยการต่อยอดจาก 6 กิจกรรมหลักที่กำหนดไว้ในการศึกษาปฐมวัย

           
           
  วิทยากรทั้ง 4 ท่านสรุปตรงกันว่า การให้การศึกษาวิทย์-คณิตนั้น เรื่องของกระบวนการเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญกว่าเนื้อหา และแบบฝึกหัด ดังนั้นจึงต้องมีการทำความเข้าใจกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง เพราะหลายคนเมื่อส่งลูกเข้าเรียนอนุบาลมักจะคาดหวังว่าลูกจะอ่านออกเขียนได้ ซึ่งเรื่องนี้ ดร.วรากรณ์ เห็นว่า การอ่านออกเขียนได้เป็นสิ่งสำคัญก็จริง เพราะการคิด การอธิบายความจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าไม่มีความสามารถทางภาษา แต่ไม่ใช่ในระดับอนุบาล แต่ควรจะเริ่มต้นในประดับประถมศึกษาปีที่ 2 ขึ้นไป            

 

                                           
                            
บันทึกการเรียน
Science Experiences Management for Early Childhood
ครูผู้สอน คุณครูจินตนา สุขสำราญ
Go to Class 8:10
Out to Class 12:20

สรุป เรื่อง ความลับของแสง
                                                         
                               Knowledge


วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557

บันทึกการเรียนครั้งที่ 5

บันทึกการเรียน
Science Experiences Management for Early Childhood
ครูผู้สอน คุณครูจินตนา สุขสำราญ
Go to Class 8:20
Out to Class 12:20
 

กิจกรรมที่ทำ
 
วันนี้ต้นชั่วโมง อาจารย์นำเข้าสู่กิจกรรมด้วยการเปิดเพลงเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ (Science)
 เพราะเราเชื่อว่า     Music=  Knowledge
                               Skills = Perform
 
จากนั้นอาจารย์ก็ให้เพื่อนที่นำเสนอบทความมาเล่าให้เพื่อนฟัง มีรายละเอียดดังนี้ค่ะ
 
 
 
                            


 
 
ภาพประทับใจ


 
 
เทคนิคการสอน
ครูนำเข้าสู่บทเรียนด้วยการเปิดเพลงให้ฟัง ซึ่งเป็นเพลงที่เกี่ยวกับเนื่อหาที่จะเรียน  และการตั้งคำถามปลายเปิดของอาจารย์เพื่อให้นักศึกษาได้ร่วมกันตอบคำถาม และการคิด กล้าตอบ
 
การประเมิน(Evaluate)


 
การประเมินตนเอง
วันนี้ตั้งเรียนค่ะ ร่วมตอบคำถามกับอาจารย์และเพื่อนๆ มีส่วนร่วมการทำกิจรรมกับเพื่อน แต่งกายเรียบร้อยและเหมาะสม
 
การประเมินเพื่อน
วันนี้เพื่อนคุยกันเสียงดังขณะครูเปิดเพลงให้ฟัง ทำให้ไม่ค่อยได้ยินเสียงเพลงเท่าไหร่ แต่เพื่อนบางคนก็สนใจเรียนดีค่ะ ร่วมตอบคำถามกับเพื่อนๆ ดีมากค่ะ
 
การประเมินอาจารย์
วันนี้อาจารย์มีเทคนิคการสอน และคำแนะนำสำหรับการทำบล็อก และใช้สื่อในการสอน คือ เพลง ความลับของแสง แผ่นชาร์ท
 
การนำไปประยุกต์ใช้
นำเทคนิคการสอนของอาจารย์ไปปรับใช้ในรายวิชาอื่นๆได้ หรือไปถ่ายทอดให้คนอื่นได้
 
 
สิ่งที่ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม
-งานกลุ่ม เลือกเรื่อง เช่น ไข่ ทำในรูปแบบของ Mind mapping
-สรุปเรื่อง ความลับของแสง
 
หมายเหตุ
-ซีดี เรื่องความลับของแสง เปิดไม่ได้ เลยให้ดิฉันไปเผยแพร่เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน


วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2557

บันทึกการเรียนครั้งที่ 4

 
บันทึกการเรียน
Science Experiences Management for Early Childhood
ครูผู้สอน คุณครูจินตนา สุขสำราญ
Go to Class 8:25
 Out to Class 12:20
 
กิจกรรมที่ทำ
 
วันนี้อาจารย์อธิบายและให้คำปรึกษาแนะนำเรื่อง การแก้ไขbloggerปรับเปลี่ยนใหม่ให้ดูน่าสนใจมากขึ้น จากนั้นอาจารย์ก็ให้ดิฉันกับเพื่อนๆ ออกมานำเสนอหน้าชั้นเรียน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ค่ะ

  My  Present
Title: วิทย์-คณิตสำหรับเด็กปฐมวัย สำหรับอย่างไรกับอนาคตของชาติ


 

ภาพบรรยากาศการนำเสนอบทความ ของดิฉันและเพื่อน

 

ซึ่งเคราะห์ออกมาได้เป็น Mind mapping ดังนี้

ความรู้ที่ได้รับ(Knowledge)

 
เทคนิคการสอน
 
-ครูใช้วิธีตั้งคำถามเพื่อให้นักศึกษามีส่วนร่วม
-ครูใช้คำถามปลายเปิด
 
การประเมิน(Evaluate)
 
การประเมินตนเอง
 
วันนี้ดิฉันสามารถตอบคำถามของอาจารย์ได้หลายคำถาม มีส่วนร่วมกับเพื่อนค่ะ แต่งกายเรียบร้อยดี
 
การประเมินเพื่อน
 
วันนี้เพื่อนส่วนใหญ่ตั้งใจตอบคำถามของอาจารย์ค่ะ แต่มีเพื่อนส่วนน้อยที่ไม่ค่อยตอบคำถามของอาจารย์
 
การประเมินอาจารย์
 
วันนี้อาจารย์เข้าสอนก่อนเวลาค่ะ เพราะอาจารย์มีการเตรียมการสอนมาดี แต่งกายสุภาพเรียบร้อยค่ะ

การนำไปประยุกต์ใช้

นำความรู้ที่ได้จ่ากอาจารย์และที่เพื่อนอ่านบทความไปปรับใช้กับการเรียนของเรา และสามารถต่อยอดให้ดียิ่งขึ้นไปค่ะ
 
สิ่งที่ค้นคว้าเพิ่มเติ่ม
 
- ทักษะของวิทยาศาสตร์มีอะไรบ้าง
-ในการบันทึกอนุทินแต่ละครั้งต้องใช้ภาษาอังกฤษอย่างน้อย 5 คำ
 
หมายเหตุ
-ปรับปรุง blogger เริ่มตั้งแต่สัปดาห์ที่ 4 เป็นต้นไป สัปดาห์ที่  1-3 ถือว่า blogger ยังไม่นิ่ง 
-สัปดาห์หน้า ผู้อ่านบทความตั้งเตรียมคำถามไว้ถามเพื่อน
 
 

วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2557

บันทึกการเรียนครั้งที่ 3

บันทึกการเรียน
วิชา การจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย
ครูผู้สอน คุณครูจินตนา สุขสำราญ
เวลาเรียน 08:30-12:20
 เวลาที่เข้าเรียน 08:20น.


กิจกรรมที่ทำ

วันนี้อาจารย์เริ่มต้นจากการเปิดบล็อกของเพื่อนๆทุกคนในห้อง ว่าควรแก้ไขอะไร ตรงไหนบ้าง ตัวอย่างที่ควรปแก้ไข เช่น คำอธิบายรายวิชา ,ชื่อควรเป็นภาษาอังกฤษ ค่ะ
จากนั้นก็ให้เพื่อนกลุ่มแรกอ่านบทความ ซึ่งมีทั้งหมด 5 ดังนี้ค่ะ



  1. Miss Kamonwan Nakwichen
เพื่อนจะพูดถึงในเรื่องของ วิทยาศาสตร์และการทดลอง ผู้เขียนคือ ดร.วิทยา

วิธีทดลอง
  1. นำปากกาจุ่มในน้ำส้มสายชู ,น้ำหอมหัวใหญ่,น้ำโค้ก,น้ำแอปเปิ้ล
  2. แล้วนำมาเขียนบนกระดาษ รอให้กระดาษแห้ง
  3. แล้วใช้แสงเทียนส่องจะเห็นคำที่เราเขียน
กิจกรรมนี้เด็กๆ จะชอบอยู่แล้วเพราะเด็กวัยนี้มีความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งกิจกรรมนี้จะส่งเสริมทักษะทางวิทยาศาสตร์ 7 ทักษะดังนี้





จากนั้นอาจารย์ก็ให้สรุปองค์ความรู้ที่ได้ที่เรียนในห้องเรียนทั้งในโปรเจกต์เตอร์ ซึ่งมีผลงานดิฉันและเพื่อนค่ะ ดังนี้เลยค่ะ



เพื่อนจะพูดถึงในเรื่องของกระบวนการสืบเสาะวิทยาศาสตร์ ที่บูรณาการคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี โดยครูกับเด็กลงพื้่นที่ในการทำกิจกรรม นอกห้องเรียนและใช้สิ่งแวดล้อมและสภาพแวดล้อม การพิมพ์ใบไม้ศิลปะ(เป็นเทคโนโลยีในการใช้พิมพ์ลายผ้า)  แต่ที่พวกครูและเด็กไป จะมีปัญหาดด้านการสื่อสารกัน และเด็กไม่ค่อยกล้าแสดงออก

การพิมพ์ภาพจากใบไม้ค่ะ
การพิมพ์ภาพจากใบไม้หลายชนิดค่ะ
3. Miss Sirirpon Pudlom 


เรื่องที่เพื่อนได้คือ  เรื่องไม่เล็กของเด็กชายขอบ ซึ่งสมเด็จพระเทพ ได้ให้ควมสำคัญของวิทยาศาสตร์ จึงเกิดเป็นโครงการ "บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย" ซึ่งเรื่องที่เพื่อนนำมาเป็นการไปเที่ยวล่องแก่ง และอธิบายให้เด็กรู้จักอุปกรณ์ เช่น ไม้พาย ชูชีพ
ชูชีพ

ไม้พาย
หมวกนิรภัย

เรือยาง


4    Miss siriporn krutniam

ของเพื่อนจะเป็นการแยกประเภทของเมล็ด



  1. ให้แยกตามรูปร่าง  ความหยาบ  สี  ขนาด
  2. ให้แยกได้ 2 แบบ (ลักษณะ) เช่น ชนิด ความยาว
  3. แล้วแจกถาดให้เด็ก เพื่อให้เด็กๆแยก
  4. ให้ถามเด็กๆ ว่า ใช้อะไรเป็นเกณฑ์
  5. แล้วให้เด็กๆระดมความคิดว่า เม็ดไหนสามารถปลูกได้บ้าง โดยให้เด็กๆ สัมผัส และช่วยกันคิด





5. Miss Kwanruthai   Yaisuk
อันนี้จะเป็นวิทยาศาสตร์ผ่านงานศิลปะ  ชื่อ เจ้าลูกโป่ง เป็นการตกแต่งลูกโป่ง ให้สวยงาม จะได้ทักษะทางวิทยาศาสาตร์คือ การเป่าอากาศเอาไปทำให้ ขยายใหญ่ขึ้นตามรูปทรงของลูกโป่ง




การเอาอากาศเขาไปในลูกโป่ง
การตกแต่งลูกโป่งให้สวยงาม





 

การประเมินตนเอง

วันนี้ดิฉันสามารถตอบคำถามกับอาจารย์ได้หลายคำถาม ตั้งใจจดบันทึกถามที่อาจารย์แนะนำความรู้ให้  แต่งกายเรียบร้อยดีค่ะ

การประเมินเพื่อน

วันนี้เพื่อนส่วนใหญ่ที่ยังไม่เคยเรียนกับอาจารย์เริ่มตอบคำถามได้ และส่วนใหญ่ตั้งใจเรียนดีค่ะ

การประเมินอาจารย์

วันนี้อาจารย์มีเทคนิคการสอน ทำ Mind Map    ว่าต้องทำให้อ่านง่ายและเป็นแนวเดียวกันของแต่ละแผ่น

การนำไปประยุกต์ใช้
นำความรู้ที่ได้และเทคนิคต่างๆ ที่ครูมอบให้ไปปรับใช้ในการเรียนการสอนได้ และจะพัฒนาต่อยอดให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปค่ะ
สิ่งที่ค้นคว้าเพิ่มเติม
-การอ่านบทความในอาทิตย์หน้า
-การตกแต่งบล็อกให้สวยงาม
หมายเหตุ
วันนี้ให้เพื่อนทุกคนมาแก้ไขชื่อตัวเองในบล็อก ให้เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดค่ะ